วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ดอกทานตะวัน



ทานตะวัน

ดอกทานตะวันสีเหลืองสว่าง

ชื่อวิทยาศาสตร์
Helianthus annuus ทานตะวัน (อังกฤษ: sunflower) เป็นพืชที่ออกดอกปีละหนึ่งครั้ง (Annual plant) อยู่ในแฟมิลี Asteraceae มีฐานรองกลุ่มดอก (Inflorescence) ขนาดใหญ่ ลำต้นโตได้สูงถึง 3 เมตร ฐานรองกลีบดอกอาจกว้างได้ถึง 30 เซนติเมตร ชื่อ"ทานตะวัน"ถูกใช้อ้างอิงถึงพืชทั้งหมดในจีนัส Helianthus ด้วยเช่นกัน
ทานตะวัน เป็นพืชท้องถิ่นของอเมริกากลาง มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่ามีการปลูกดอกทานตะวันในประเทศเม็กซิโกตั้งแต่ประมาณ 2600 ปีก่อนคริสตกาล[1]
ตำนานดอกทานตะวัน
ในเทพนิยายกรีกมีนางไม้ชื่อ Clytie ที่หลงรักเทพอพอลโล ซึ่งเป็นเทพแห่งดวงอาทิตย์ ได้เฝ้ามองอพอลโลทุกวันจนผมสีทองของเธอกลายเป็นกลีบดอกสีเหลืองและใบหน้ากลายเป็นดอกทานตะวัน ชื่อ Helianthus มาจากคำว่า helios ที่แปลว่าดวงอาทิตย์ กับคำว่า anthos ที่แปลว่า ดอกไม้
การใช้ประโยชน์
ทานตะวันเป็นพืชให้น้ำมันโดยสกัดจากเมล็ด น้ำมันดอกทานตะวันมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง สามารถนำไปใช้ในการฟอกหนังและประกอบอาหาร

พืชเมืองหนาว


สตรอเบอรี่

จัดเป็นพืชหลายปี แต่โดยทั่วไปจะปลูกปีเดียวแล้วจะมีการปลูกใหม่ในปีถัดไป ลักษณะการเจริญเติบโตจะแตกกอเป็นพุ่มเตี้ย สูงจากพื้นดิน 6 - 8 นิ้ว ทรงพุ่มกว้าง 8 -12 นิ้ว ระบบรากส่วนใหญ่อยู่ระดับลึกประมาณ 12 นิ้วจากผิวดิน ลำต้นปกติยาว 1 นิ้ว ความยาวของก้านใบขึ้นกับพันธุ์ ขอบใบหยัก ใบส่วนใหญ่ประกอบด้วย 3 ใบย่อย ตาที่โคนของก้านใบจะพัฒนาเป็นตาดอก ลำต้นสาขา ไหล หรือพักตัว โดยขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ดอกจะออกเป็นช่อ มีกลีบรองดอกสีเขียว กลีบดอกสีขาวหรือชมพู เกสรตัวผู้สีเหลืองและเกสรตัวเมียเรียงอยู่บนฐานรองดอก ซึ่งฐานรองดอกนี้จะพัฒนาเป็นเนื้อของผล ส่วนเมล็ดอยู่ติดกับผิวนอกของผล ผลมีหลายรูปทรง เช่น ทรงกลม ทรงกลมแป้น ทรงกลมปลายแหลม ทรงแหลม ทรงแหลมยาว ทรงลิ่มยาว และทรงลิ่มสั้น มีหลายขนาดขี้นอยู่กับพันธุ์ ผลจะมีสีเขียวในระยะแรก และค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีขาว เมื่อผลแก่จะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม รสเปรี้ยวอมหวาน กลิ่นหอมน่ารับประทาน

เพนกวิน


นกเพนกวิน
เป็นนกที่บินไม่ได้ มีการดัดแปลงอวัยวะสำหรับใช้ในการบินเป็นใช้เพื่อการว่ายน้ำ นกเพนกวินสามารถเดิน วิ่ง กระโดดและปีนป่ายได้เป็นอย่างดีบนก้อนน้ำแข็ง นิ้วเท้ามีพังพืดและมีเล็บที่แข็งแรงใช้สำหรับว่ายน้ำ มีหางไว้ใช้เป็นหางเสือ และใช้ทำให้ก้อนน้ำแข็งแตกได้ง่าย นกเพนกวินมีขนสั้น ๆ ปกคลุมตัว ปลายขนจะคลุมทับกันแน่นคล้ายกระเบื้องมุงหลังคา ทำให้ป้องกันน้ำเข้าถึงผิวหนังและทำให้ร่างกายอบอุ่นนกเพนกวินเป็นนกที่อาศัยอยู่ในทะเล มหาสมุทร เฉพาะทางซีกโลกใต้เท่านั้น นกเพนกวินเป็นสัตว์สังคม พบอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นฝูง ส่งเสียงดังเพื่อช่วยในการติดต่อสื่อสาร นกเพนกวินว่ายน้ำได้เร็ว 8-16 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอาหารของนกเพนกวิน ได้แก่ ปลา ปลาหมึกขนาดเล็ก หอยและกุ้ง

ปลาปักเป้า


ปักเป้า
(Globefish),(Puffer) เป็นชื่อเรียกของปลาจำพวกหนึ่งที่มีอยู่หลายชนิด (Species) หลายวงศ์ (Family) อาศัยอยู่ทั้งในทะเล น้ำกร่อย และน้ำจืด โดยมากมีลำตัวกลม ครีบและหางเล็ก จึงว่ายน้ำได้เชื่องช้าดูน่ารัก หัวโต ฟันแหลมคมใช้สำหรับขบกัดสัตว์น้ำมีเปลือกต่างๆ เป็นอาหาร คนที่ลงเล่นน้ำจึงมักถูกกัดทำร้ายเป็นแผลบ่อยๆ เมื่อตกใจหรือข่มขู่สามารถสูดน้ำหรือลมเข้าช่องท้องให้ตัวพองออกได้หลายลูกโป่ง ในบางชนิดมีหนามด้วย
ปลาปักเป้าทุกชนิดเป็นปลาที่มีพิษในตัว โดยเฉพาะอวัยวะภายในและรังไข่ แม้บริโภคเพียงเล็กน้อยก็อาจถึงแก่ความตายได้ แต่บางชนิดในบางแหล่งน้ำหรือบางภูมิภาคก็มีผู้จับมาบริโภค โดยต้องรู้วิธีชำแหละเป็นพิเศษ เช่น ประเทศญี่ปุ่น นิยมบริโภคปลาปักเป้าโดยทำเป็นปลาดิบ (Sushi) จนเป็นอาหารประจำชาติญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อเป็นที่รู้จัก
วงศ์ปลาปักเป้ามีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 วงศ์ (Family) คือ Diodontidae ปลาในวงศ์นี้มีฟัน 2 ซี่ Tetraodontidae ปลาในวงศ์นี้มีฟัน 4 ซี่ และ Triodontidae ปลาในวงศ์นี้ลักษณะลำตัวแบนข้าง สำหรับในเมืองไทยพบปลาทั้ง 3 วงศ์นี้ ทั้งหมด 28 ชนิด เป็นชนิดในน้ำจืด 12 ชนิด
ในประเทศไทย มีการนำปลาปักเป้ามาจำหน่ายในท้องตลาดในชื่อปลาเนื้อไก่ ซึ่งผู้บริโภคอาจได้รับพิษ อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็วได้ เนื่องจากสารพิษชื่อว่า เตโตรโดท็อกซิน (Tetrodotoxin)ในหนังปลา ไข่ปลา เนื้อปลา ตับ และลำไส้ มีความทนต่อความร้อนสูง ความร้อนในการปรุงอาหาร การหุงต้ม การแปรรูป ไม่สามารถทำลายสารพิษดังกล่าวได้

เต่าทอง


เต่าบินได้
แมลงที่น่าสนใจชนิดหนึ่ง ซึ่งชื่อของมันฟังดูแล้วอาจจะไม่ทราบเลยว่าเป็นแมลง แมลงที่ว่านี้ก็คือเต่าทอง เป็นแมลงปีกแข็งที่มีขนาดเล็ก ในเมืองหนาวแมลงเล็ก ๆ เหล่านี้จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม กล่าวกันว่า เต่าทองจำศีล ในบ้านเรา มักไม่เห็นการรวมกลุ่มกันมากเช่นนี้
เมื่อเต่าทองตัวเมียวางไข่ ไข่มันจะมีรูปร่างรี ๆ สีเหลือง และจะเรียงกันคล้ายบันได เมื่อตัวอ่อนฟักออกจากไข่มันจะเริ่มล่าเพลี้ยเป็นอาหาร และเมื่ออาหารมากมันจะเริ่มเปลี่ยนเป็นดักแด จากนั้นก็จะโตเต็มวัย เต่าทองที่โตเต็มวัยแล้วก็จะล่าเพลี้ยชนิดต่างๆ เป็นอาหารต่อไป
ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องทีน่าสนใจสำหรับเกษตรในการกำจัดเพลี้ยโดยอาศัยเต่าทองแทนการใช้สารเคมี ซึ่งจะช่วยลดมลพิษในอากาศ ดิน และน้ำลงได้บ้าง

วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

หมีแพนด้า


มารู้จักหมีกินใบไผ่กันเถอะค่ะ

เนื่องจากในสมัยดึกดำบรรพ์ แพนด้ายักษ์ หรือ ต้าสงเมา มีอยู่มากมาย กระจายตามถิ่นต่างๆทั่วประเทศจีน ในบันทึกเรื่องเกี่ยวกับแพนด้าของจีน จึงมีคำเรียกสัตว์ชนิดนี้ ในภาษาจีนแตกต่างหลากหลาย อาทิ ‘ผี’หรือ‘ผีซิ่ว’(ชื่อที่เรียกในสมัยโบราณ) ‘ไป๋สง’(หมีขาว) ‘ฮัวสง’(หมีลาย) ‘จู๋สง’(หมีไผ่) บางถิ่นเรียกแตกต่างออกไป เช่น แถบเทือกเขาหมินซันบริเวณถิ่นที่อยู่ของชนชาติทิเบต เรียก ‘ตั้ง’ หรือ ‘ตู้ต้งก่า’ แต่ชนชาติอี๋แถบเทือกเขาเหลียงซัน เรียก ‘เอ๋อชีว์’ เป็นต้น
熊猫 (สงเมา) คำเรียกแพนด้าในภาษาจีนกลาง ‘สง’แปลว่า หมี ‘เมา’แปลว่า แมว มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Ailuropoda melanoleuca แปลว่า สัตว์ที่มีลำตัวเป็นสีขาวดำ มีเท้าเหมือนแมว
‘สงเมา’ (แมวที่เหมือนหมี) เป็นคำเรียกในปัจจุบัน แต่จริงๆแล้ว ช่วงจีนก่อนยุคปลดแอกได้เคยเรียกแพนด้าว่า ‘เมาสง’(หมีที่เหมือนแมว)มาก่อนนะจ๊ะ 猫熊(เมาสง) เป็นศัพท์บัญญัติขึ้นในช่วงประวัติศาสตร์จีนยุคปัจจุบัน หมายถึง สัตว์ที่มีหน้าตากลมๆอ้วนๆคล้ายแมว แต่รูปร่างใหญ่คล้ายหมี จนบางคนถึงกับจัดมันให้อยู่ในประเภทเดียวกันกับหมี
เนื่องจากคนจีนในสมัยก่อนเวลาเขียนหนังสือจะเขียนตัวอักษรไล่จากบนลงล่างตามแนวตั้ง และอ่านจากแถวขวาไปซ้าย ซึ่งแตกต่างจากการเขียนในปัจจุบัน ที่เรียงตัวอักษรตามแนวนอน และอ่านจากซ้ายไปขวา มีครั้งหนึ่งเมื่อพิพิธภัณฑ์เป่ยเป้ย ในมณฑลซื่อชวน ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดแพนด้าในประเทศจีน ได้จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าเมาสงนี้ และได้เขียนคำอธิบายตามแบบการเขียนในปัจจุบัน แต่บังเอิญมีผู้เข้าชมคนหนึ่งแกติดนิสัย การอ่านหนังสือแบบจีนรุ่นเก่า เลยอ่าน ‘เมาสง’ เป็น ‘สงเมา’ เสียนี่ ตั้งแต่นั้นจึงเรียกติดปากกันต่อๆมาอย่างผิดๆนี่แหละ

ท่องเที่ยวตรัง



ถ้ำมรกต
ถ้ำมรกต หรือถ้ำทะเลนับว่าเป็นจุดเด่นที่สุดในทะเลตรัง ซึ่งมีความงดงามตระการตาอย่างมาก จากปากทางเข้าถ้ำเป็นโพรงเล็กๆ ระยะทาง 80 เมตร ซึ่งจะสามารถล่องเรือเข้า-ออกชมความสวยงาม เฉพาะในช่วงที่น้ำลงเท่านั้น ส่วนในช่วงที่น้ำขึ้นนั้นนักท่องเที่ยว ต้องว่ายน้ำลอยคอผ่านทางที่คดเคี้ยวในถ้ำที่มืดมิด เข้าแถวเรียง หนึ่งตามคนนำทาง จับเชือกหรือคนข้างหน้าไว้กันหลงทาง บริเวณปากทางเข้าถ้ำจะมองเห็นแสงจากภายนอกสะท้อน กันสายน้ำภายในถ้ำเป็นแสงสีเขียวมรกตบนผืนน้ำ นับว่าเป็นความสวยงามแสนมหัศจรรย ์ที่ธรรมชาติได้บรรจงสร้างสรรค์ขึ้นมา เมื่อพ้นปากถ้ำออกมาอีกด้านหนึ่งจะพบกับหาดทรายสีขาวละเอียด ตาล้อมรอบด้วยหน้าผาสูงชัน โดยมีท้องฟ้าสีครามเป็นหลังคา แต่งแต้มด้วยสีเขียวของต้นไม้
ช่วงเวลาที่น่าท่องเที่ยว คือช่วงที่น้ำขึ้นเต็มที่ในแต่ละวัน เนื่องจากจะเห็นน้ำทะเลเป็น สีเขียวมรกตอย่างงดงามมาก และเวลาที่แสงจะลอดผ่านปากปล่องถ้ำเข้ามาคือ ระหว่างเวลา 10.00-14.00 น. การลอดถ้ำสามารถทำได้ตลอดทั้งปี แต่เดือนที่เหมาะสมในการท่องเที่ยวมากที่สุดคือ ระหว่างเดือนธันวาคม – เดือนพฤษภาคม